Make your own free website on Tripod.com
ถ่องแท้ในความคิดกับชีวิตที่แหกคอก วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์

เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ใครที่ท่องเข้าไปในโลกของอินเตอร์เนท และสนใจแวะอ่านกระทู้ที่แสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ นั้น คงจะทราบดีถึงกระแสวิพากย์วิจารณ์อันเข้มข้น จากกระทู้ข้อหนึ่งในเวปไซด์ “thaitopic.com” บนเวปบอร์ดของหัวข้อ “การบ้าน การเมือง” กระทู้ที่มีผู้เข้าร่วมแสดงความเห็นเกินกว่า200 คน และถูกนำไปกล่าวถึงตามเวปไซด์ชื่อดังอย่าง bookcyber.com หรือ ใน thaimung.com จนกระทั่งเป็นหัวข้อลุกลามไปถึงเวปไซด์อีกหลายแห่ง และกลายเป็นข้อพิพาทในหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับ

กระทู้ที่ว่าก็คือ “ a day และ Summer นิตยสารทางเลือกที่อันตราย” จากความเห็นของคุณ ธดา

(ซึ่งเข้าใจว่าคงจะเป็นนามแฝง) ประเด็นที่พูดถึงก็คือ อันตรายบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังวิธีคิดแบบ “สุขนิยม”, “มองโลกในแง่ดี” รวมทั้งการเฝ้าชื่นชมหลงไหลใน”เรื่องเล็กๆ ที่งดงาม”ของนิตยสารทั้งสองเล่ม… เพลิน ไม่ได้ต้องการพูดถึงหรือหยิบยกประเด็นดังกล่าวมาถกเถียงเพื่อหาสาเหตุ หรืออธิบายความใดๆ ทั้งนั้น แต่เนื่องจากบุคคลที่ เพลิน ได้รับเกียรติให้มีโอกาสพูดคุยและนำบทสัมภาษณ์ลงในฉบับปฐมฤกษ์นี้ เขาเสมือนหนึ่งในจำเลยต่อกระทู้ดังกล่าว วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ บรรณาธิการนิตยสาร a day และด้วยบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นก่อนกระทู้ต้นเหตุจะแพร่กระจาย การสนทนาของ เพลิน กับ วงศ์ทนง จึงไม่เกี่ยวข้องกับกระทู้ดังกล่าวเลย เพลิน จึงหวังว่าทุกถ้อยคำในการพูดคุยของเรา จะไม่ถูกนำไปอ้างอิง เชื่อมโยงกับกระทู้ประเด็นนี้ จนเกิดความเข้าใจไปในทางใด พูดตามตรงก็คือ เพลิน ไม่อยากถูกมองเป็นเวทีแก้ต่างหรือส่งเสริมข้อคิดของใครทั้งสิ้น สื่อทุกสื่อย่อมต้องการความเป็นกลาง หวังว่าทุกคนคงจะเข้าใจ

วงศ์ทนง ชัยณงค์สิงห์ คนหนุ่มจากเมืองสิงห์บุรี เจ้าของประวัติการทำงานด้านนิตยสารนับสิบปี ตั้งแต่ การร่วมงานกับนิตยสาร Hi-class, Life & Décor และเริ่มเป็นที่รู้จักกับ Gm ในฐานะผู้สัมภาษณ์ที่ฉีกสูตรการสัมภาษณ์สไตล์เดิมไปอย่างสิ้นเชิง จนเขยิบขึ้นมาเป็น บรรณาธิการ Trendy Man นิตยสารที่สร้างชื่อให้เขาโด่งดังอย่างแท้จริง ถึงแม้ช่วงที่หนังสือได้ปิดตัวไป แต่นิตยสาร Image และ “เรื่องเล็กๆ” คอลัมภ์ประจำใน มติชน รายสัปดาห์ ก็ยังเป็นสถานที่ฝึกปรือวิชาให้กับเขา จนโอกาสเดินทางมาถึง Spagetti นิตยสารที่เกิดจากคนหลายฝ่ายเข้ามารวมตัวกัน ทว่าเส้น Spagetti มันคงจะพัวพันกันนัวเนียเกินไป เขาจึงแยกตัวออกมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า กำลังทำอะไรอยู่… และอย่างที่ทุกคนรู้กัน a day คือคำตอบของทั้งหมดในขณะนี้

คนเราสามารถ “คิด” และ “ทำ” ได้แตกต่างกันไปทุกวัน วันนี้คิดเช่นนี้ วันหน้าคิดอีกอย่าง เมื่อวานทำเรื่องนี้ พรุ่งนี้อาจจะทำอีกอย่าง ซึ่งทุกสิ่งที่คิดและทำนั้น มันได้ก่อเกิดการเรียนรู้ไปในตัว สร้างสรรค์พัฒนาตนเองในแต่ละด้านขึ้นไป ไม่มีใครบอกได้หรอกว่าสิ่งที่เราทำนั้นจะออกมาเจ๋งที่สุดเมื่ออายุสามสิบ หรือสี่สิบ… การเรียนรู้ มันเดินทางได้ไกลเท่าชั่วชีวิต แต่บางวันในระหว่างการเรียนรู้ จะมีไหมที่ตัวเราเองรู้สึกว่า เราคิดอย่างนี้ เรารู้สึกแบบนี้ ต้องการจะสื่อสารกับคนอื่นตรงๆ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองอะไรมากมาย อยากจะพูดอะไรที่เก็บอยู่ในใจออกมา บางเรื่องที่เราคิดอาจจะรู้สึกว่ามันรุนแรง แต่จะเป็นไรไปนักหนาถ้าเราจะพูดออกมาบ้าง เพราะสิ่งเหล่านั้น หลายอย่างมันก็ไม่ได้มากไปกว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

เพลิน ถือว่าตัวเองโชคดีมาก ที่ได้บรรยากาศการพูดคุยกับ วงศ์ทนง ในวันนั้นพอดี วันที่ตัวเขาอยากจะพูดโดยต่อสายตรงกับสมองและหัวใจ ซึ่งไม่ต้องผ่านด่านตรวจที่มีชื่อว่า สังคม

“ เรารู้สึกว่าคนที่เรียกว่ารุ่นใหม่รุ่นเก่าเนี่ย แน่นอน ใช้อย่างเดียวเป็นเกณฑ์คือเรื่องอายุ อยากจะเรียกว่าเป็นคนแบบใหม่มากกว่า เพราะคนแบบใหม่มันสามารถเกิดได้ทุกยุคสมัยทุกช่วงอายุน่ะครับ คือคนๆ นั้นได้สร้างได้คิดได้ทำอะไรที่มันแปลกหรือใหม่ขึ้นมาหรือเปล่า มีค่าพอที่จะพูดถึงหรือเปล่า น่าจะเลิกพูดกันได้แล้วว่าเป็นคนรุ่นใหม่รุ่นเก่า เพราะมันจะมีเรื่องอายุเข้ามาเกี่ยวข้อง อยากจะให้เรียกได้ว่าเป็นคนแบบใหม่ดีกว่า แต่ไม่ได้บอกนะครับว่าคนแบบเก่าดี แบบใหม่ห่วย”

เราเริ่มพูดคุยกันแล้ว ในหัวข้อที่เชยสุดฤทธิ์เกี่ยวกับนิยามของคนรุ่นใหม่ แต่บางอย่างในความรู้สึกของ วงศ์ทนง ก็มีมากกว่านี้

“เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ก็มีคนบอกว่า เฮ้ย หมดหวังกับคนรุ่นนี้ว่ะ แต่ผมก็เจอเด็กเจ๋งๆในสมัยนี้เยอะแยะ เด็กจุฬา ธรรมศาสตร์ ราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ผมว่าผมเจอเด็กที่เข้าท่ามากพอ กับเจอเด็กที่ห่วยๆ ผมจะไม่ชอบถ้าไม่มีใครพูดว่า โห เด็กรุ่นนี้แย่ว่ะ มีแต่เด็กห่วย สมัยที่ผมเป็นวัยรุ่นผมก็เจอว่า เด็กรุ่นนี้แย่ว่ะ แต่ผมว่าผู้ใหญ่รุ่นนี้เป็นผู้ใหญ่ที่ห่วยที่สุดเลยนะ แย่มากๆ ผู้ใหญ่นี่ห่วยมาทุกยุคทุกสมัย แต่ไม่เห็นมีใครพูดเลย มีใครพูดไหมว่า โห คนแก่สมัยนี้มันแย่ว่ะ ไม่มี

สังคมมันกำลังจะถูกเปลี่ยนแปลงด้วยคนหนุ่มสาวไงครับ ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าความคิดดีๆมันไม่เกิดขึ้นในวัยหนุ่มสาว ก็อย่าไปคาดหวังว่ามันจะเกิดขึ้นในวัยที่แก่แล้ว วัยเรานี้ยังเป็นวัยที่มีพลัง แต่พอเรามีครอบครัวแล้วเราก็ต้องห่วงเรื่องค่าเทอมของลูกเรา… อย่าเพิ่งรีบแต่งงานกันนะ (หัวเราะกันร่วน)”

เพลิน รู้สึกถึงความหมายที่แฝงมาในท้ายประโยคว่า ห่วงเรื่องค่าเทอมของลูกเรา เรื่องการมีครอบครัว มันเป็นกรอบค่านิยมที่ขังความฝันหลายอย่างของคนในสังคมเราหรือเปล่า วงศ์ทนงตอบโดยใช้ศัพท์ต่างด้าวอยู่คำหนึ่ง Sterotype (ซเท-ริโอไทพ) เป็นคำนาม แปลว่า ข้อคิดที่ไม่เป็นของตัวเอง ความคิดกลุ่มของสังคม การเลียนแบบ หรือรูปแบบที่คิดทำเหมือนกันหมด

“คือผมรู้สึกว่าแต่ไหนแต่ไรสังคมเรานี่ ถูกปลูกฝังให้เป็น Sterotype ตั้งแต่ตัว ขนบธรรมเนียม ค่านิยมของสังคม ดังนั้น เราจึงไม่ค่อยได้เห็นความหลากหลายที่เกิดขึ้นในสังคม เหมือนสังคมอื่นๆ อย่างสังคมอเมริกัน ซึ่งมันสอนให้แต่ละคนถ่องแท้กับตัวเอง แต่สังคมเราเนี่ย โดยเฉพาะคนเมืองนี่จะคล้ายกันเลย เราต้องแข่งกันเรียนที่ดีๆ ตั้งแต่เด็ก เข้าโรงเรียนที่ดี เข้าโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียง เก็บคะแนนดีๆเพื่อที่จะได้เข้าไปเอนทรานซ์ เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ เรียนให้จบเพื่อที่จะได้ทำงานดีๆ เงินเดือนดีๆ ดีในความหมายของผมเชื่อว่า คนจำนวนมากก็ไม่รู้ว่าเราจะทำไปทำไม แต่ความหมายมันเซฟดี มันอุ่นใจดี แต่พอโยงไปถึงว่าพอจบปุ๊บทำงานมีครอบครัว เราหาสามีดีๆ ซักคน มีลูกดีๆ เพื่อว่าลูกจะได้มาเรียนโรงเรียนอนุบาลดีๆ เนี่ยมันเป็น Sterotype

เพราะฉะนั้นมันต่างจากบางสังคม ที่เขาให้ค้นหาว่าตัวเองต้องการอะไร สังคมเขาก็จะเป็นความหลากหลายซึ่งในความหลากหลาย ก็จะเป็นที่มาของความคิดสร้างสรรค์ แต่สังคมเรายังน้อย ใช่ไหมครับ มุ่งแต่การเรียนให้จบ แม้กระทั่งการเรียนจบ ก็ยังเป็น Sterotype เราต้องเรียนให้จบ ทำงานให้มั่นคง พ่อแม่จะได้สบายใจ แต่ผมเองผมอยากเห็นการเลือกด้วยตัวเองมากกว่าครับ ผมชอบมากที่คุณ ณรงค์ เตชะไพบูลย์ จะไปเป็นชาวนา ผมว่าเขามีความสุขนะ ชีวิตมีไว้ให้ใช้ ไม่ใช่ให้มันใช้เรา

เราถูกตีกรอบไว้โดยที่เราไม่รู้ตัว เราทำอะไรลงไปมากมายโดยไม่รู้ตัว แต่ถ้าเรามีสติ ลองคิดดูเอาตัวเราเป็นที่ตั้ง เห็นแก่ตัวบ้างนิดหน่อย แล้วเราจะค้นเจอ แน่ว่า การที่เราจะได้สิ่งนั้นมา มันจะต้องแลกไปบ้าง ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆหรอกครับ สมมุติว่าผมตัดสินใจไปเป็นชาวนา ผมก็ต้องแลกด้วยชีวิตสุขสบายในเมือง แต่ผมว่าถึงที่สุดแล้วมันคุ้ม ถ้าเราได้ทำสิ่งที่มันใช่เราจริงๆ”

เพลิน “การเลือกวิถีชีวิตของตนเอง ท่ามกลางความสนใจของคนหมู่มาก กังวลไหมที่จะถูกตั้งคำถาม?


“เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ยิ่งในสังคมไทยด้วย เห็นอะไรแปลกก็สะกิดกันดูแล้ว บางคนตั้งแง่เอาไว้ก่อน บางคนก็ปรามาส มันต้องเต็มไปด้วยเรื่องอย่างนี้ เพียงแต่ว่าเราต้องอดทน ต้องแน่วแน่ในสิ่งที่เราจะทำ เอ้อ มีอีกอย่างที่ผมอยากจะพูดมาก คือ คนชอบพูดว่า ทำในสิ่งที่รักซิ แล้วจะดี คือผมว่ามันไม่พอ เราว่าก่อนจะทำในสิ่งที่คุณรัก คุณต้องถ่องแท้กับมันก่อน คุณเข้าใจมันพอหรือยัง เก่งพอหรือยัง ยังงั้นทุกคนก็ค้นพบในสิ่งที่ตัวเองรักกันหมด ทำไปแล้วไปล้มกลางทางมันไม่มีประโยชน์อะไร

ยิ่งเลือกได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีได้เปรียบคนอื่นเท่านั้น เราจึงบอกว่าคิดตั้งแต่บัดนี้เลย พอรู้แล้วนะเราก็จะสามารถอุ่นเครื่องตัวเอง ขณะที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ แต่อืม….(หัวเราะ) ผมอยากจะพูดอะไรง่ายๆ ผมพูดอะไรเข้าใจยากไปไหม… (ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้)

แต่ผมชอบมากนะ ที่เสียงสะท้อนอย่างหนึ่ง เขาบอกว่า พี่นี่เป็นแรงบันดาลใจ เกิดมาเราไม่เคยได้ยินใครมาพูดให้เรา พอเราได้ยินว่าเราเป็นแรงบันดาลใจ เฮ้ย การเป็นแรงบันดาลใจนี่มันเจ๋งจริงๆว่ะ พี่นี่ เป็นแรงบันดาลใจให้หนูเลือกเรียนสิ่งพิมพ์ หืม…(สีหน้าปลาบปลื้ม) การเป็นแรงบันดาลใจนี่มันเจ๋งมาก คือเราเห็นคุณค่าของการเป็นแรงบันดาลใจ เมื่อก่อนเรามีแต่แรงบันดาลใจ ประภาส ชลศรานนท์ ก็เป็นแรงบันดาลใจของเรา แต่พอเราได้มาเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น เรารู้สึกว่ามันคุ้มมากเลย กับสิ่งที่เราทำ บางทีการที่เรามีแม่แบบซักนิดหนึ่งเราจะได้ไม่เคว้งคว้างจนเกินไป… การได้ศึกษาแม่แบบซักคน มันเป็นสิ่งที่ปลุกปลอบใจ ว่ามีคนเดินไปก่อนแล้วนะ แล้วก็ไม่ล้มด้วย ไม่เสี่ยงจนเกินไปหรอกถ้าเราจะเดินตามไป การมี Idol เป็นเรื่องดี ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่แปลกใจตรงที่วัยรุ่นไทย Idol ส่วนใหญ่ คือ นักร้อง กับดารา ผมรู้สึกว่า มันแย่ เวลาที่มีการเชิดชูอะไรทางสื่อ เยาวชนดีเด่น ในด้านการต้านยาเสพติด เยาวชนยอดเยี่ยมของปีนี้ มันคือนักร้องดารา บ้านเราไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจประเภท โห ไอ้นี่ มันนักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ นักหนังสือพิมพ์รุ่นใหม่นะ สื่อต่างๆไม่ค่อยได้เชิดชูทางนี้ ผมก็เลยอ่อนใจนิดนึง”

ภาพที่เห็นอาจจะเป็นอย่างที่ วงศ์ทนง คิดอยู่ การรุกหน้าจอทีวีโดยภาพ Idol ที่เป็นคนดัง หรือการยกยอศิลปินดาราของสื่อบันเทิงต่างๆ ดูจะเกินความต้องการของผู้บริโภคมาตั้งนานแล้ว แต่ถ้าเราลองตั้งคำถาม หาสาเหตุ อาจจะพบข้องสงสัยว่า แท้จริงทุกอย่างมันมาจากเรื่องธุรกิจการตลาดทั้งนั้น คล้ายกับฮอลลีวู้ดที่ใช้โฆษณาแฝงในหนังดัง เรียกเงินจากกระเป๋าคนทั่วโลกปีหนึ่งหลายพันล้านดอลลล่าร์ แต่ในวงการบ้านเราออกจะกล้าหาญกว่า คือไม่ต้องแอบแฝงตัวใดๆ ยัดเยียดกันต่อหน้า แสดงให้เห็นอยู่สม่ำเสมอจนผู้คนรู้สึกชาชินจนยอมรับมันไปเอง สาระหรือสิ่งที่ผู้บริโภคควรจะได้รับนั้น วัดกันแค่ข้อมูลชุดเดียว…เรตติ้ง

“บ้านเรามันเป็นสังคมค้าขายไงครับ ทุกวันนี้รายการทีวีส่วนใหญ่ดูแล้ว ก็ไม่ได้ฉลาดอะไรขึ้นมา ตรงข้ามกลับดูแล้วโง่ขึ้นทุกวัน เอาคนที่กลัวอะไรประหลาดๆ มาออกทีวี คนที่กลัวสัปปะรดจะได้ออกทีวี ประเทศเราประหลาดมาก แต่กระแสเราสามารถสร้างกันได้นะ อย่างเช่น ปราบดา หยุ่น มาเขียนหนังสือ ผมชอบมาก มันทำให้อาชีพนักเขียนมันเจ๋ง เป็น Idol ได้ แต่มันน้อยเกินไป เราอยากเห็นคนหนึ่งทำหุ่นยนต์ขึ้นมา แล้วเด็กเห็นบอกว่า โห เราอยากเรียนวิศวะเครื่องยนต์บ้าง แต่ไม่ใช่บ้านเรามีการประกวดที่มากที่สุด ก็คือประกวดความงาม กับประกวดร้องเพลง คือทั้งสังคมมันเป็นอย่างนี้

เราเหนื่อยนะครับ…(ทอดเสียงยาว) กับการต้านอยู่กับกระแสสังคมที่มันไร้สาระอยู่นี้ แต่เราอย่าท้อ เวลาจะทำอะไรทำให้โดดเด่น อย่าทำจ๋อยๆ ผมไม่ชอบ บางคน เฮ้ย ผมทำเจ๋งมากเลย แต่จ๋อยๆ ทำกันแค่กลุ่มเดียว เชียร์กันเอง มันต้องโดดเด่นขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการ PR. การตลาด ทำไปเถอะ ถ้ามันสามารถทำให้เราสื่อสารต่อคนจำนวนมากได้ เราก็จะประสบความสำเร็จได้”
บ้านเรามันจะได้มีความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างที่ผมบอกว่าความคิดสร้างสรรค์ มันจะเกิดขึ้นได้
ก็ต่อเมื่อมันได้เห็นความคิดหลายๆ แบบ มีการแข่งกันคิด ผมอยากให้สังคมที่แข่งกันคิด มีคนโดดเด่นได้คือคนที่คิดเก่ง ไม่ใช่คนที่สวยที่สุดหรือหล่อที่สุด ผมไม่เห็นด้วยผมอยากจะเปลี่ยนคำว่า Somebody ใหม่ ในสังคมเรามันนานมาแล้วล่ะ นิตยสารผู้หญิงที่เอาคนนี้มาลง หน้าซ้ำๆ นามสกุลดีๆ สวยหล่อหน่อย บางทีเราไม่รู้ว่าคนเหล่านี้มันมีดีอะไร มันได้ออกทีวี ผมอยากจะเปลี่ยนตรงนี้ และก็กำลังทำอยู่ ใน a day มีคอลัมน์ Somebody อยู่ เราพยายามจะเน้นคนที่มีดี ถึงจะมาได้มาลงหนังสือ ไม่ใช่หล่อ หรือนามสกุลดีมาก เป็น new wave ผมไม่เห็นด้วย พอเราทำแบบนี้กันเยอะๆ เราก็จะเริ่มกรองเอา พวกตัวไม่จริงออกไป”

เพลิน มีคำอยู่คำหนึ่ง ที่ดูเหมือนจะกลายเป็นโลโก้ประจำตัวคุณไปซะแล้ว คุณมีความเข้าใจลึกซึ้งแค่ไหนกับคำว่า “แหกคอก”?

“การแห่ทำอะไรตามๆ กัน เหมือนๆ กันมันก็แย่แล้วล่ะ มีคำว่าแฟชั่นสายเดี่ยว ก็เดี่ยวกันหมด ผมว่ามันไม่ดีแล้ว จริงแล้วผมทำอะไรไม่ได้ ผมทำได้ในสื่อที่ผมทำเท่านั้น บ้านเราขาดความหลากหลายทางชีวภาพ ผมชอบประโยคนี้ บางทีเด็กมาขอคำแนะนำอะไรผมง่ายๆ เด็กก็อาจจะงงว่า เอ๊ะ พี่พูดแค่นี้เองเหรอ อย่างถ้าเขาฮิตฮาร์ดคอร์กันอยู่ น้องฟังแจ๊สซิ เข้าใจความหมายของผมไหม แต่ถ้าน้องสนุกกับฮาร์ดคอร์ สนุกกับสายเดี่ยวจริงๆแล้ว ก็ทำไป แต่ผมมักจะพบว่าหลายคนไม่ได้รู้จักมันจริงๆ ไม่ได้ชอบมันจริงๆ แต่คนตั้งสิบคนเขาทำกัน ถ้าเราไม่ทำมันก็แปลกแยก ดังนั้น คำว่า แหกคอก เนี่ย ผมชอบมาก มันเหมือนกับเป็นกระบวนการการสร้างความมั่นใจให้กับตัวเราได้อย่างหนึ่ง คือไม่เหมือนใคร เริ่มต้นไม่เหมือนใครนั่นจะดี

เพลิน แนวคิดแหกคอกนี้มันจะกลายเป็นคอกอีกชั้นที่ขังตัวเอง ว่าจะทำอะไรเหมือนคนอื่นๆ ไม่ได้หรือเปล่า?

“โห… ถ้าคิดอย่างนั้นมันก็เหมือนกับการตีกรอบให้ตัวเอง แต่เราไม่ครับ เริ่มแรก เราต้องบอกก่อนเลยว่ากรอบทุกอย่างไม่ใช่เรื่องห่วยแตกเสมอไป พอบอกว่าแหกกรอบปุ๊บเราก็ไม่ได้แหกร้อยเปอร์เซนต์ ถึงที่สุดแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับเราน่ะครับ กรอบไหนที่ห่วยแตก เราก็เขี่ยมันทิ้งไป เพราะฉะนั้น เราก็ อืม…(ท่าทางครุ่นคิด)

การแหกกรอบนี้ มันมีเป้าหมาย มีคนชอบถามผมทุกวันว่า คิดไหมว่าวันนี้จะประสบความสำเร็จ โห เราคิดนะ ถามคิดไหมว่า หนังสือมันจะขายดี โห นี่เป็นแผนเราเลยนะ เราไม่ได้จะไปวัดดวงเลยนะ เราไม่เชื่อเรื่องการวัดดวง ผมจึงบอกว่าถึงที่สุแล้ว เราก็ต้องถ่องแท้กับสิ่งที่เราทำ ถามว่าคิดไหมว่าจะได้เงินสองล้านห้า มาทำหนังสือ เขาก็คงหวังจะได้คำตอบจากเรา โห ผมไม่คิดเลยครับ แต่เราบอกว่าเราคิด เพราะเราคำนวณดูแล้ว เราทำทุกอย่างบนฐานข้อมูลที่เรามีอยู่ ที่พูดว่าแหกคอก หมายถึงคอกบางอย่างที่มันไม่ดีเท่านั้น ที่มันกั้นความฝันที่จะเดินไปข้างหน้าของเรา”

เพลิน คุณจะคิดอย่างไร หากเรื่อง การแหกคอก จะถูกมองว่าเป็นแฟชั่นของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น?

“ เหรอ แต่สำหรับสังคมเราทุกวันนี้นะ เริ่มต้นอย่างนี้ก่อนเถอะ เริ่มที่ประกายความคิดที่หลากหลาย ผมยังไม่เห็นถึงผลเสียว่ามันจะมีมากเท่าไหร่เลย เรายังมองไม่เห็นในยุคนี้ ไอ้การแหกเนี่ย มันน่าจะอยู่ตรงที่ว่า มันแหกไปแล้ว เวิร์ค หรือไม่เวิร์ค แหกไปแล้วหน้าแหกมันก็นะ ผมถึงย้ำอยู่เสมอว่า จะทำอะไร แหกปุ๊บแล้วมันจะเก๋ ประเด็นมันอยู่ตรงที่ว่า ต้องถ่องแท้นะ ต้องถ่องแท้กับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ วันนั้น มีเด็กอยู่คนหนึ่งถามผมว่า พี่ไม่ชอบอ่านหนังสือแล้วทำหนังสือได้ไหม มันก็เหมือนกับเราชอบตีแบตฯ แต่จะลงไปแข่งฟุตบอล ไม่รู้เรื่องฟุตบอลอะไรเลย แล้วมันจะได้ไหมล่ะ ลงไปก็เด๋อๆ ลงไปก็เป็นลูกไล่เขา ดังนั้น เราจึงต้อง ถ่องแท้กับสิ่งที่เราทำนะครับ (พยายามเน้นย้ำ) อย่างตัวผม ผมบอกได้เลยว่าเป็นคนหนึ่งที่ถ่องแท้ กับหนังสือนิตยสารรายเดือนมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ ผมทำมันมาสิบปีแล้ว ไม่ใช่สิบปีที่แบบอยู่แบบเรื่อยเปื่อย เราใส่ใจกับมันทุกขณะที่เราทำงานเลย ผมจับกระดาษจะรู้เลยว่ามันกี่ปอนด์ เราไม่ใช่เขียนหนังสืออย่างเดียว ฉะนั้น ผมจึงรู้ว่าจะทำอย่างไร หนังสือถึงจะขายดี ไม่ใช่ทำจิ๊บจ๊อย แล้วคุยว่าเฮ้ย เจ๋งว่ะ เจอหน้าเพื่อนแล้วคุยชมกัน แต่แบบไม่มีใครรู้จักเลย

เราอยากทำ mass แต่เวลาพูดคำว่า mass เราก็จะนึกถึงช่อง7 หรือไทยรัฐ ที่มันยังมีความห่วยๆอยู่ เราดูจากยอดขายของเรา คนอ่านมันไม่น้อยแล้ว และเราก็คิดว่าคนเหล่านี้มันเจ๋งอยู่…ทุกคนถ้าแหกแล้วมีเป้าหมายและทิศทางที่แน่นอน ผมว่ามันเป็นเรื่องดีนะ ผมยังไม่เห็นเลยว่า มันจะมีผลเสียอะไร ดีกว่าเดินๆตามกันไป ความแตกต่าง มันเป็นจุดเริ่มของความคิดสร้างสรรค์…

วั้นนั้นผมฟังจาวิทยุ มันจะมีตัวอย่างของความคิดกลุ่มอยู่ สมมุติว่าถ้าในห้องหนึ่ง มีคนนั่งอยู่ซักสามสิบคน แล้วเราเดินเข้าไป ตั้งโจทย์ว่า จงบอกประโยช์ของกุ้ง สมมุติมีคนแรกพูดขึ้นมาว่า กุ้งอบวุ้นเส้น คนที่สอง ก็จะพูด กุ้งผัดน้ำพริกเผา กุ้งผัดสะตอ อะไรอย่างนี้ทั้งที่จริง กุ้งมีประโยชน์อีกตั้งหลายอย่าง… นี่เขาเรียกว่าความคิดกลุ่ม นี่มันอันตราย บ้านเรามีเยอะ อย่างที่มีใครในสังคมพูดขึ้นมา ที่มีpower นะพูดขึ้นมาเราจะเฮกันไปหมด คนที่พูดคนแรก มันอาจจะไม่ใช่ความผิดของเขานะ เขาอาจจะเชื่ออย่างนั้นก็ได้ แต่ผมว่ามันก็ต้องรับผิดชอบด้วยกันทั้งหมด มันง่ายไงครับ ที่จะตามคน มันง่ายที่จะเดินตามถนน ที่คนถางไว้เรียบๆแล้ว ทำไมจะต้องไปทำใหม่ให้เหนื่อยวะ ทั้งๆที่ทิวทัศน์มันอาจจะสวยกว่าก็ได้นะ แต่ไม่เอาดีกว่า เอาทางนี้สบายกว่า แต่ผมมันเป็นประเภท ไม่เป็นไร ผมชอบไปถางใหม่ดีกว่า (นึกอะไรออกขึ้นมาฉับพลัน)

เป็นความคิด pioneer ไงครับ บ้านเรามันไม่ค่อยมี pioneer คือ ผู้นำความคิดริเริ่ม บ้านเราไม่ค่อยมี ชอบเป็นผู้ตาม บ้านเราถ้ามีผู้นำเยอะๆ ผมว่ามันดีนะ ไม่เห็นมันจะมีผลเสียเลย นำมาแข่งกัน”

เหมือนจะเป็นช่วงพักยกทางความคิดของ เพลิน กับ วงศ์ทนง เมื่อเครื่องดื่มที่เขาเตรียมไว้รับรองถูกนำมาบริการ เพลิน ลืมบอกไปว่าเรามาพูดคุยกับเขาในบ้านอีกหลังของเขา ซอยเอกมัย10 ที่ทำการa day ระหว่างนั้น วงศ์ทนง ได้ชวนเราคุยถึงเรื่องเด็กๆ ว่าตัวเขาไม่ชอบการประกวดร้องเพลง ที่จับเด็กมาร้องเพลงแบบผู้ใหญ่ พูดถึงเด็ก เพลิน ก็พลันนึกถึงช่วง “วัยเรียน” ชีวิตในช่วงนั้นของเขาเป็นอย่างไร ความคิดอ่านเหมือนตอนนี้แล้วหรือเปล่า…การสนทนาของเราจึงเริ่มต้นต่ออีกครั้ง

“ตอนไปเรียนมหาวิทยาลัย ผมไม่ได้อะไรกลับมาเลย อาจจะเพราะสถาบันเราเป็นที่เล็กอยู่ต่างจังหวัด ที่ๆ ผมเรียนยังสอนแบบบอกจดกันอยู่เลย สมัยที่เรียน อาจารย์จะเริ่มสอนๆ ก็จะถามว่า เอ้า คราวที่แล้ว เรียนไปถึงไหน คราวที่แล้วสอนไปถึงไหน อ้าว พอเริ่มบอกแล้วเราก็จดตาม เพื่อนผมบางคนบอก อาจาร์ยเดี๋ยวค่ะ หนูจดไม่ทัน ตอนนั้นเราก็ก่ายหน้าผากเลย โอ้โห นี่เป็นมหา’ลัยเหรอวะ ไม่เห็นเป็นอย่างที่คิดเลย ผมเลยเลือกที่จะไม่เรียนหนังสือมาก ทุกวันนี้ผมเจอเด็กมหา’ลัย ผมจะบอกว่า อย่าไปเรียนหนังสือเก่ง เพราะการเรียนเก่งบางทีมันทำให้เราสูญเสียโอกาสที่เราจะไปทำอย่างอื่น กิจกรรมต่างๆ ที่สำคัญกว่าการเรียนอีก

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเข้าเรียนมหาลัย คือ การอุ่นเครื่องชีวิตก่อนที่จะไปใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่

ก่อนคนทำงาน ผมจะแนะนำอย่างนี้ เพราะผมมีประสบการณ์ ตอนผมเรียนผมก็เดินเข้ามหาวิทยาลัยแบบนี้แหละ อยากได้เกียรตินิยมจัง ทำให้แม่ภูมิใจ เทอมแรกได้เกรด 2.8 เราผิดหวังมาก อย่างเราต้องได้สามกว่าซิวะ พอเทอมที่สองปุ๊บ ผมลอกข้อสอบในห้องและผมถูกจับได้วิชาภาษาไทย ผมก็สอบตกติด F เลย ตอนนั้นเสียใจมาก เพราะคนติด F ไม่มีทางได้เกียรตินิยมอยู่แล้ว แต่มาวูบหนึ่ง แปลกมากเลยคิดได้ว่า ไม่เอาแล้ว

ผมเรียนของผมสนุกๆ ดีกว่า ต่อมาเราก็เลยเรียนแบบคิดของเราเอง เฮ้ยตอนนี้เรามีอะไรอยู่แล้วบ้างวะ มี A B F เราเอา C บ้างดีกว่า เราก็เรียนให้มันได้ C ดีกว่า ขาด D ปุ๊บ เราก็เรียนให้มันได้ D เลย คือเราสะสมเกรด ยังมีอะไรที่เรายังไม่ได้อีก W คือถอนเลย และยังมี i อีกตัว i คือรอใช่ไหม เราก็ไม่ส่งงานเลยได้ i มา ทุกวันนี้เราภูมิใจมากที่เราได้เกรดครบทุกตัว แล้วยังมีลงซัมเมอร์อีกถึงจะครบ (หัวเราะ ) นี่คือแบบของเราเองนะ พอเราไม่ต้องเป็นคนเรียนเก่ง เราก็มีเวลา ผมไปอ่านวรรณกรรม เล่มไหนเจ๋งผมอ่านหมด ผมอ่านวรรณกรรมเยอะมาก เรามีเวลาไปหัดวาดสีน้ำ เรามีเวลาที่จะไปโบกรถเล่นกับเพื่อนๆ ผมว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมเป็นอย่างนี้มากกว่า ตลอด4ปีที่เรียนมา สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือว่า มหาวิทยาลัยในบ้านเราสอนหนังสือแบบ…

ส่วนใหญ่มันแย่ (ย้ำมาก) อย่างตอนนั้นผมอ่านเรื่องที่เขียนเกี่ยวกับเกมเศรษฐีที่ฮิตกัน มันเป็นภาพสะท้อนถึงบ้านเราเลย ว่าชอบให้ท่องจำ เช่น เราเสียกรุงครั้งที่เท่าไหร่ในปีไหน แบคทีเรียอะไรที่… เราก็ต้องท่องจำแล้ว มันไม่ได้วิเคราะห์เลยว่า เพราะอะไร ทำไม ตรงนี้มันเป็นภาพสะท้อน แล้วผมก็สลดใจตรงที่ว่า มีหนังสือคู่มือเกมเศรษฐีออกมา แล้วคนก็อยากรู้เยอะๆ เนี่ยคือบ้านเราไม่รู้จะมีไปทำไม แต่โอเคนะ ถ้าเทียบกับละครบางเรื่องบ้านเรามันก็ดีกว่า แต่บ้านเราไม่ได้ให้คิดเยอะไงครับ ไม่ได้ให้โต้เถียงกัน ผมเชื่อว่าการแลกความคิดกันจะเป็นบ่อเกิดของความคิดอ่านที่ดีมากกว่า แต่บ้านเราเนี่ย แค่อาจารย์ไล่ให้ตอบคำถามทีละคน เราก็เหงื่อแตกแล้ว ใจเต้น …เด็กไทยต้องไม่โต้เถียง ต้องเรียบร้อย นี่เป็นข้ออ่อนของสังคมไทยที่ให้เด็ก นับถือคุณครูมากเกินไป บ้านเราชอบนับถือคน สังคมที่ไม่มีการโต้เถียงจะไม่สามารถก่อเกิดความคิดอ่านได้เยอะ”

พูดถึงตรงนี้ ทำให้ เพลิน นึกถึงตังเองตอนเด็กๆ คำถามบางอย่างเกิดขึ้นในใจว่า ตอนนั้นตัวเราเองก็ไม่ใช่เด็กตั้งใจเรียนอะไรนัก สอบตกอยู่บ่อยๆ แต่จนแล้วจนรอดก็เหมือนจะมีอะไรบางอย่างมาฉุดรั้งทำให้เพลิน ไม่ล้มเหลวไปในช่วงนั้นได้ สิ่งนั้นคืออะไร วงศ์ทนง ตอบคำถามนี้ให้เราแล้ว

“เด็กทุกคน มันต้องมีจิตสำนึกในการไปขวนขวาย เสาะหาเอาข้างนอกเอง และคนที่จะกระตุ้นตรงนี้ได้ดีที่สุด ก็คือ พ่อแม่ ที่จะชี้แนะให้ลูกไปหาอะไรมากกว่าชีวิตในโรงเรียน ประสบการณ์ในโรงเรียน แต่ส่วนใหญ่พ่อแม่เราก็จะ..เดี๋ยวนี้เด็กเรียนพิเศษกันเยอะมากเลยนะ มากจนน่ากลัว ผมว่าบ้านเราเด็กเรียนพิเศษเยอะที่สุดในโลกแล้วนะ ผมอยากให้มีพ่อแม่สักคนทีลองแนะแนวลูกว่า เฮ้ย ลูกลองทำอะไรที่ไม่ต้องไปติวฟิสิกส์เคมีกับอาจารย์อุ๊ อะไรเงี้ย เออ ลองทำคุกกี้แทน… ถึงที่สุดผมว่า เด็กแต่ละคนก็ต้องมีสำนึกในการไปหาความรู้นอกห้องเรียนแทน ที่ไม่ใช่หนังสือเรียน หนังสือนี่เป็นองค์ความรู้ที่สำคัญมาก อ่านหนังสือให้ดี

ผมเชื่อในสำนึกใฝ่ดีของเด็ก ที่ติดตัวเรามาตั้งแต่กำเนิด เคยไหม บางทีผมไม่ค่อยเชื่อเรื่อง…ผมวัดจากตัวผมเอง ครอบครัวผมก็ไม่ได้สมบูรณ์ ถ้าตามสูตรผมต้องเป็นเด็กมีปัญหาใช่ไหม บ้านผมมีผู้หญิงเยอะ ไม่ค่อยมีลูกชายเลย เราเป็นลูกชายคนเดียว พี่ไปอยู่เมืองนอกแต่เด็ก พ่อแม่ก็แยกกัน อย่างนี้เราต้องมีปัญหานะ ผมเชื่อว่าทุกคนมันมีธาตุความดีอยู่ในตัว และสิ่งหนึ่งที่ทำให้มันเกิดขึ้น ก็คือการอ่านหนังสือ มันอาจจะเป็นคำพูดเชยๆนะ แต่ผมเชื่อว่า ถ้าให้เด็กได้อ่านหนังสือแล้ว โตขึ้นเด็กจะทำชั่วน้อยลง แล้วจะไร้สาระน้อยลง ให้เป็นหนอนหนังสือ เราเชื่อว่าถ้าให้ไปสอบสถิติอาชญากรดู เชื่อว่าไม่มีใครได้อ่านหนังสือหรอก คนยุคนี้ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือเพราะมันเสียเวลาน่ะครับ ไม่มีเวลา ความจริงเวลาก็มีเท่าเดิมนะ แต่ชีวิตมันเร่งรีบขึ้นไง ไม่เฉพาะเรื่องอ่านหนังสือหรอกครับสิ่งต่างๆ ก็มีผลทำให้ชีวิตเราต้องเร่งรีบขึ้น อย่างหนังฮอลลีวู้ดเนี่ย เป็นตัวที่กล่อมให้เราต้องดูหนังแบบฮอลลีวู้ดหมดเลย ถ้าคนไทยมาดูหนังที่ไม่ใช่แนวฮอลลีวู้ด ก็จะบ่นว่า ทำไมมันชักช้าไม่ทันใจเลยทำไมตัดต่อไม่ฉึบฉับ หนังมันอืด เพราะเราถูกล้างหมดไงครับ ผมเคยได้คุยกับ เป็นเอก รัตนเรือง เขาบอกว่า เฮ้ย ความอืด ก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังนะ ก็ทุกวันนี้เราถูกเร่งหมดไงครับ เราถูกเร่งจากอินเตอร์เนท เร่งอ่าน เร่งไป แล้วพอสื่อที่มันต้องใช้เวลาอย่างหนังสือเนี่ย มันก็เลยถูกให้ความน้อยลง มันจะไม่มัน ถ้าไม่ใช่หนอนหนังสือตัวจริง ผมก็เลยย้ำว่าการอ่านหนังสือมันมีคุณค่า ทำให้เราได้ทบทวนความคิดต่างๆ”

กิจกรรมหนึ่งที่ผ่านมา ซึ่งวงศ์ทนงได้ถูกเชิญให้ไปเข้าร่วมอยู่เสมอ จนแทบจะเป็นการเดินสายทัวร์ก็ว่าได้ ซึ่งคล้ายกับนักร้องที่ไปเล่นคอนเสิร์ตตามโรงเรียนต่างๆ แต่เขาไม่ได้ไปร้องเพลง วงศ์ทนงไปพูดบรรยาย หรือเข้าไปสอนในรายวิชาเกี่ยวกับด้านวารสารศาสตร์เป็นคอร์สพิเศษ และสถานที่เหล่านั้น ก็เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษา การได้ใกล้ชิดกับนักศึกษาหลากหลายประเภท วงศ์ทนง คิดว่าคนรุ่นใหม่นี้กำลังคิดอะไร

จะมีบ้างไหมความรู้สึกที่หมดหวังต่อคนรุ่นเก่าในปัจจุบัน

“ก็คงจะคล้ายๆ กันนะครับ ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก คนรุ่นใหม่เนี่ย คำว่าคนรุ่นใหม่นี่มันกว้างนะ มันน่าจะเป็นแค่วัยรุ่นมากกว่า อย่างผมตอนเรียนมัธยมปลาย ก็จับต้นชนปลายไม่ถูก…คนรุ่นใหม่เหรอ ผมไม่ค่อยเห็นมีเท่าไหร่เลย เห็นแต่หน้ามันใหม่อย่างเดียว ผมไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย ผมอยากเห็นแค่สังคมมีความหลากหลาย ความหลากหลายมันจะเป็นพลังขับเคลื่อนสิ่งดีๆให้เกิดขึ้นในสังคม สังคมบ้านเรามันเป็น Sterotype มากเกินไป มันมีแบบเดียว ผมแค่อยากจะเปลี่ยนแปลง ผมทำบางอย่างให้เป็นแรงบันดาลใจกับคนได้ แต่แน่นอนนะครับ สังคมที่ขับเคลื่อนไปด้วยคนหนุ่มสาว แต่บ่อยครั้งที่ผมเห็นว่าใหม่เนี่ย พอมันเข้าไปสู่ระบบเก่าๆ มันก็ถูกกลืนไปหมด อย่างนักการเมืองใหม่ พอเข้าพรรคไปแล้ว ก็ไม่เห็นจะแสดงอะไรที่มันโดดเด่นไปได้

อีกอย่าง ผมเป็นคนไม่ชอบเรื่องการเมือง วันนั้นมีรายการทีวีมาขอสัมภาษณ์ จะคุยเรื่องการเมือง ผมก็ปฏิเสธไปแล้วนะ เขาก็บอกไม่คุยก็ได้ แต่มาถึงก็มาคุยกับเราอีก ไม่รู้ผมพูดไปจะเป็นอันตรายหรือเปล่า ผมไม่เลือกตั้งมาเป็นสิบปีแล้ว ผมไม่ไปเลย มันงี่เง่า ไม่มีผลอะไรต่อชีวิตเราเลย เราไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลง เราไม่มีเสรีภาพที่จะทำ แต่ผมก็ไม่ได้ไปบอกใครนะว่า เฮ้ย อย่าไปเลือกตั้งกัน ผมไม่ทำ

ที่ผมไม่สนใจก็เพราะ ถ้าเราไม่ใส่ใจมัน ไม่ไปเลือกมัน พอเราเห็นมันทำอะไรงี่เง่าเราก็จะยั๊ว ชีวิตผม ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรให้ทำ มีสาระอย่างอื่นมากกว่าที่จะไปยั๊วกับเรื่องการเมือง ความคิดผมไม่ถูกหรอกนะ และมันก็ต้องมาถามว่า เราจะไปเลือกตั้งหรือเปล่า ในแง่ของหลักการ ที่สุดแล้วเราพอใจนะ ผมเลือกไม่ไป”

ตรงจุดนี้หลายคนรวมถึงตัว เพลิน เองก็ต้องทำความเข้าใจไปพร้อมกันด้วยว่า เหตุผลและมุมมองของแต่ละคนนั้น แตกต่างกันไป การที่ใครซักคนจะตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรนั้น ย่อมเป็นสิทธิ์ของตัวเขาเอง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ เหตุผลของการกระทำนั้น ทุกคนควรจะเรียนรู้และใช้เวลาในการพิสูจน์ซักนิด เพื่อการตัดสินใจที่ชัดเจนและไม่มากังวลภายหลังว่า เราตัดสินใจถูกต้องหรือไม่…

สิ่งที่เห็นชัดในงานของ วงศ์ทนง ที่เหมือนจะยึดเป็นคอนเซปต์หลัก และกลายเป็นภาพลักษณ์ติดตัวเขาไปด้วย ก็คือ การมองโลกในแง่ดี แต่ก็มีข้อสงสัยว่ามุมมองเช่นนี้ มันเหมือนหรือต่างกับการมองโลกตามความเป็นจริง จนกลายเป็นมองข้ามสิ่งที่เกิดขึ้นไปหรือไม่

“ อืม…ความคิดในแง่บวกมันปนๆ อยู่หลายอย่างนะครับ มันเป็นความคิดสร้างสรรค์ด้วย เบื้องต้นที่มาของความคิดสร้างสรรค์ ที่มาแรกๆ เลย มันคือความคิดต่าง ถ้าไปคิดเหมือนเขามันไม่มีประโยชน์ไงฮะ ให้เราได้ลองคิดต่างอีกแง่หนึ่ง มันก็จะเห็นสิ่งใหม่ สิ่งดีๆ Positive thinking ในความคิดของผมก็คือ….ความคิดที่ดี ความคิดที่ไม่เลว เท่านั้นเอง หนังสือของผม ผมคาดหวังไว้ว่ามันจะ educateคนได้ หนังสือเราจะก่อให้เกิดอะไรในใจผู้อ่านได้บ้าง…

กระบวนการคิดเรื่อง Positive thinking ของผมมันก็ไม่มีอะไรมาก เคยนึกไหมว่าบางคนแบบนี้ หืม…จะต้องลึกล้ำมาก แต่ที่จริงเขาพูดอะไรง่ายๆ ผมเองก็อยากเป็นอย่างนั้น ทุกวันนี้ผมยังรู้สึกว่าผมยังพูดอะไรยากไปหน่อย ผมอยากพูดอะไรง่ายๆ เช่น พี่อยากแนะนำอะไรหนูบ้างคะ เด็กมหาวิทยาลัยนะ เด็กก็คงจะคาดหวังอีกอย่างหนึ่ง แต่ผมก็จะบอกว่า เออ ฝากไว้อย่างหนึ่ง เรียนภาษาอังกฤษเยอะ มันจำเป็นจริงๆ น้องเขาก็งงไปเลย คุณอย่าไปคิดอย่าไปฝันว่า เลิกเรียนแล้วจะมาฝึกภาษาอังกฤษ มันไม่ทัน องค์ความรู้จำนวนมหาศาลในโลกนี้ มันเป็นภาษาอังกฤษ ทุกวันนี้ผมยังคิดเลยว่าอยากเก่งภาษาอังกฤษมากกว่านี้ มีคนเอานิยายดีๆมาให้เราอ่าน แต่ผมอ่านได้ช้ามากเลย นี่เป็นความคิดของผมง่ายๆ ผมไม่อยากจะบอกว่าน้องๆ ครับต้องมีเป้าหมายในชีวิตนะครับ จะต้องมีอย่างนั้นอย่างนี้ เราอยากพูดอะไรง่ายและก็เฮ้ย get นำไปใช้ได้เลย ผมอยากพูดอะไรที่เป็นรูปธรรม ที่ผมพูดไปมันเป็นนามธรรมหมด (หัวเราะ)

เพลิน การพูดของคุณ เป็นการประนีประนอมความคิดหรือเปล่า?

“ผมเหรอ ผมไม่ใช่คนพูดประนีประนอม การพูดอย่างนี้ ผมว่ามันไม่น่ารักเลย มันทำให้น้ำหนักในสิ่งที่เราจะพูดมันขาดหายไป ผมไม่ใช่คนที่ยอมไปหมดนะ ที่ผมมาทำ a day ก็เป็นสิ่งยืนยันอย่างหนึ่งว่าเราไม่ยอม ผมไม่ยอมที่จะทำหนังสือแบบที่ตามแบบหนังสือที่จะอยู่ได้ในสังคมนี้ ตามแบบพึ่ง agency ที่ไม่สนยอดขายเลย ยิ่งขายน้อยเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะค่าพิมพ์มันจะสูงกว่าราคาปก หนังสือมากมายในเมืองไทยเลย อย่าง Image เนี่ย ราคาปก80 บาทใช่ไหม แต่ค่าพิมพ์ต่อเล่มมันตก110เข้าไปแล้ว หนังสือส่วนใหญ่ตอนนี้เอาตัวเองไปผูกติดอยู่กับค่าโฆษณา ให้โฆษณามากำหนดหนังสือมากมาย อย่างแพรวสุดสัปดาห์ฉบับหนึ่ง แม่ง มีแฟชั่นแปรงสีฟัน ยาสีฟัน เราเจอหน้าบ.ก. เราก็พูดกับเขานะ มีภาพนายแบบ นางแบบยืนบีบยาสีฟัน มันเกินไป มันทำจนเกินไปนี่เป็นอิทธิพลของโฆษณา

หรือน้ำหอมของ DKNY ที่ช่วงหนึ่งจะลงกันทุกเล่ม นี่เป็นสิ่งที่บอกว่ามันไม่ไหว ไม่คิดถึงคนอ่านว่ามันจะเอียนแค่ไหน หนังสือของผมจึงปลอดจากเรื่องนี้ หนังสือของผมมีรายได้หลักจาก ยอดขาย a day นี่ต้นทุนเล่มละ20บาทเอง ใครรู้บ้าง เราขายราคานี้เราก็ได้กำไรบาน มันก็ทำให้เราอยากขายอีก ในขณะเดียวกันเราก็ขอค่าโฆษณาแค่ไม่เกิน15 หน้า แต่แค่ 7 หน้าเราก็เท่าทุนแล้ว นอกนั้นเป็นกำไร ดังนั้น โฆษณาที่ประเภทช่วยทำให้หน่อย เราก็จะทำในขอบเขตที่สมควร”

วงศ์ทนงเดินมาถึงตรงนี้แล้ว งานนิตยสารชื่อดังหลายเล่มก็ได้สัมผัสมามาก ทางเลือกล่าสุดกับการพิสูจน์ถึงแนวคิดของตนใน a day ก็กำลังไปได้ดีมากๆ ยังมีอะไรอีกไหมที่เขายังอยากทำ เพลิน เชื่อว่าต้องมีแน่ ผู้ชายคนนี้ไม่หยุดฝันได้ง่ายๆ หรอก โครงการ a day Poets Society การสอนนอกตำราที่มีวิชาเด่น อาทิ มองมุมกลับ ,แหกคอก ซึ่งคงจะพอบอกอะไรได้บ้างในวันหน้า

“ความฝันผมยังไม่หมด อีกสองปีผมจะทำอะไรอย่างหนึ่ง ผมตั้งใจว่าจะทำให้ได้ ผมจะทำหนังสือพิมพ์สำหรับหนุ่มๆ สาวๆ ออกราย 3 วัน มีหมดเลย สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ทุกวันนี้เราซื้อหนังสือพิมพ์มา คือเราอ่านมัน 4 แผ่นเอง อ่านข่าวบันเทิง อ่านข่าวกีฬาหน่อยหนึ่ง อ่านหน้าหนึ่ง เพราะอะไร หนังสือพิมพ์ทุกวันนี้ มันทำให้คนแก่อ่าน เน้นเรื่องการเมืองเยอะๆ ผมอยากมีหนังสือพิมพ์ซักเล่มที่ทำสำหรับคนวัยเราน่ะ อ่านได้ทุกหน้า มีหมดเลยนะ เศรษฐกิจก็ไม่ใช่แบบมหภาค แต่พูดให้มันใกล้ตัวเรา พูดให้เราเข้าใจ มันจะมีหมดเลย จะมีการ์ตูนด้วย ผมอยากให้เป็นหนังสือพิมพ์แบบตู้อัตโนมัติ หยอดเหรียญซื้อแล้วก็เดินถือไป ก่อนเข้าทำงาน หรือเข้าเรียน แล้วเวลาวิจารณ์บันเทิง ก็ไม่ใช่แบบ เริง รมณีย์ นึกออกไหม ไม่ใช่รับตังค์เขามาพูด ผมกำลังเถียงกับเพื่อนอยู่ว่าจะเลิกทำ a day แล้วมาทำหนังสือพิมพ์เลย แต่เพื่อนไม่เอา

ผมยังคิดอยู่ ยังฝันอยู่แล้ว เนี่ยผมอายุ 32 แล้ว ผมรู้สึกว่าเราฝันได้ ผมดีใจกับตัวเองมากว่าเรายังไม่เหี่ยว ความฝันยังไม่ฝ่อ (หัวเราะ)“

หลายชั่วโมงผ่านไป เพลิน มองดูวงศ์ทนง และพลิกดู a day ที่อยู่ใกล้ๆ มือ เกิดความรู้สึกบางอย่างว่า เหมือนมีสองความคิด สองใจ กำลังขัดแย้งกันอยู่ ด้านหนึ่งก็ชื่นชม แต่อีกด้านก็ไม่เห็นด้วยกับความคิดบางเรื่องเพลิน กำลังคิดว่าจะเก็บความรู้สึกทั้งสองด้านไหนไว้กับตัวดี หรือจะเผยมันออกไปบ้าง…กลัวว่าพูดไปแล้วเขาจะไม่เข้าใจ

“เวลาผมชอบใครผมไม่ค่อยชอบกันทั้งหมด ไม่ชอบทุกด้าน ก็มีการพูดกันเองติชมกันตลอด อย่างผมสนิทกับ นันทขว้าง (สิรสุนทร) เขามักจะใช้กรอบความคิดอยู่ไม่กี่กรอบมาจับ เราก็บอก เฮ้ย ต้องทำการบ้านเยอะกว่านี้… การชอบก็อย่าชอบแบบหัวลิ่มทิ่มประตู ไม่ใช่ว่าชอบไปทั้งหมด วันไหนที่เราไม่เห็นด้วยกับคนโปรดของคุณ ผมว่าวันนั้นเป็นวันที่ดี เราแยกแยะออก เรามีวิจารณญาณ อย่าให้ความลุ่มหลงมันเทความคิดให้ไปชอบเขาซะหมด อย่างผมพูดอะไรไม่ต้องเชื่อไปซะทั้งหมด ถ้าใครไม่เห็นด้วยผมว่ามันดี”

ใช่ วงศ์ทนงพูดถูก ความขัดแย้งทางความคิด ไม่ใช่บทสรุปว่าเราจะไม่สามารถชื่นชอบกับคนๆ
นั้นได้ต่อไป

หลากหลายเรื่องที่เพลินได้พูดคุยกับเขาทำให้เข้าใจในความเป็นวงศ์ทนงมากขึ้น เขาก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่มีสิทธฺ์จะคิดต่าง และคิดต่างอย่างมีทิศทางชัดเจน


ทุกคนย่อมมีสิทธฺ์จะคิดต่างเช่นเดียวกัน ฉะนั้น ก่อนลงมือทำอะไรสักอย่างในชีวิต คิดให้แน่ใจว่าเราต้องการมันจริงๆ

คิดอย่างที่เขาพูดบ่อยๆ ว่า "ถ่องแท้" นั่นเอง